วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงกว่า 3% ผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ

จัดทำบทความโดย
น.ส.วรรณี ทองดี เลขทะเบียน 5001103029

(Update) ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงกว่า 3% ตามตลาดในภูมิภาคเอเซีย เหตุนักลงทุนผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ
บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย หลังเปิดตลาดภาคบ่ายดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง สอดคล้องทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย จากความกังวลวิกฤติการเงินในสหรัฐ หลังจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930
นอกจากนี้ S&P กำลังทบทวนปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน 18 แห่ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปที่เป็นตัวนำตลาด
ล่าสุดเมื่อเวลา 16.04 น. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ที่ 568.01 น. ลบ 18.13 จุด หรือ 3.09% มูลค่าการซื้อขาย 15,364.97 ล้านบาท
ตลาดหุ้นเอเซียร่วงระนาว
-ดัชนีเวทเต็ดตลาดหุ้นไต้หวันปิดลดลงดัชนีเวทเต็ดปิดปรับตัวลง 51.38 จุด หรือ 0.83% แตะ 6,144.53 จุด
-ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดตลาดลบ 12.00 จุด หรือ 0.3% แตะ 3,892.1 จุด
-ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลดลง 137.13 จุด หรือ 1.39% แตะที่ 9,703.72 จุด
-ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดปรับตัวลดลง 15.41 จุด หรือ 1.11% แตะที่ 1,375.76 จุด
-ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น 43.78 จุด หรือ 1.56% แตะ 2,853.9 จุด -ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดปรับตัวลดลง 307.94 จุด หรือ 1.7% ปิดที่ 17,776.66 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ 3 ปัจจัยหลักกดดันตลาดหุ้นไทยร่วงแรง
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายอยู่ในภาวะที่ปรับตัวลงจาก 3 เรื่องหลัก เพราะ ประเด็นที่ 1 หุ้นวิ่งมาเยอะมากแล้วในช่วงเวลาอันสั้นเกินตัวทั้ง earning และเศรษฐกิจโดยรวม จึงปรับตัวลงมา
สำหรับประเด็นที่ 2 แผนของโอบามาการปฎิรูประบบกฎหมายทางการเงินทั้งหมดซึ่งก็น่าจะมีผลในเชิงลบต่อสถาบันการเงินในสหรัฐและข้ามมาที่ยุโรปด้วยทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมา และประเด็นที่ 3 S&P ดาวน์เกรด 18 แบงก์ให้อเมริกาและอาจจะยังมีอีก
ส่วนประเด็นต่อๆมาก็คงจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งยังไม่ได้ชี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวทำให้ตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะที่จะอ่อนตัวอย่างต่อเนื่องต่อไปได้ บ่ายนี้ก็มีสิทธิที่จะลงต่อ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัจจัยในประเทศแทบจะมีผลน้อยในตอนนี้เพราะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกชัดเจน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คำถาม
1.ตลาดหุ้นไทนร่วงแรงกว่า 3%ผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ
2.ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตัวสูงขึ้นหรือลดลง ปริมาณเท่าไร
3.ตลาดหุ้นของออสเตรเลียปิดตลาดลบกี่จุด

ดาวโจนส์ปิดลบเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.)ลบ 41.74 จุดจากแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนหลังดัชนีทะยานขึ้นหลายวันก่อนกดดันน้ำมันร่วงตาม1.46ดอลล์

จัดทำบทความโดย
น.ส.วรรณี ทองดี เลขทะเบียน 5001103029
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ดาวโจนส์ปิดลบ 41.74 จุด หรือ 0.52% แตะที่ 7,975.85 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดลบ 7.02 จุด หรือ 0.83% แตะที่ 835.48 จุด และดัชนีแนสแดก ปิดลบ 15.16 จุด หรือ 0.93% แตะที่ 1,606.71 จุด โดยปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.3 พันล้านหุ้น ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.05 พันล้านหุ้น
ทั้งนี้เป็นผลมาจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนี
ดาวโจนส์ทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อหลายวันก่อน นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายยังซบเซาลงหลังจากมีข่าวว่าการเจรจาระหว่างบริษัท ไอบีเอ็ม คอร์ป และซัน ไมโครซิสเต็มส์ที่จะเข้าซื้อกิจการบริษัทแห่งหนึ่ง มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ ได้หยุดชะงักลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดเทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมสำหรับการควบรวมกิจการ
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า จำนวนคนว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นอีกในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ หลังจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนมีาคมลดลง 663,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานพุ่งขึ้นแตะระดับ 8.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 ปี
น้ำมันดิบร่วง1.46 ดอลล์หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.52)หลังจากพุ่งขึ้นเหนือ 53 ดอลลาร์ในช่วงแรก ในขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงท่ามกลางความกังวลเรื่องภาคธนาคาร
ทั้งนี้ ราคา
น้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.46 ดอลลาร์ หรือ 2.78 % มาปิดตลาดที่ 51.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 49.81-53.60ดอลลาร์
ราคา
น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ค.ที่ตลาดกรุงลอนดอนร่วงลง 1.23 ดอลลาร์ หรือ 2.3 % ปิด 52.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง51.15-54.31 ดอลลาร์
ที่มาโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คำถาม
1.ประมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นของนิวยอร์กมีประมาณเท่าไร
2.บริษัทอะไรบ้างที่มำให้ภาวะการซื้อขายซบเซาลง
3.ทางสหรัฐอเมริกาคาดว่าภายใน2-3เดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับประเทศของพวกเขาบ้าง

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟิทช์ให้อันดับเครดิตบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ ‘A-(tha)’

จัดทำบทความโดย
น.ส.วิภาวี ชำนิจันทึก เลขทะเบียน 5001103058
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศให้อันดับเครดิตภายในประเทศ (National rating) ระยะยาวที่ ‘A-(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F2(tha)’ แก่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ Phatra พร้อมทั้งประกาศแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตของ Phatra สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจวานิชธนกิจและในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ (high net worth clients) รวมทั้งระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท ซึ่งในปัจจุบัน Phatra ไม่มีหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน จากการแข่งขันในด้านค่าธรรมเนียมนายหน้าหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการเปิดเสรีค่านายหน้าธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2555 Phatra ได้พยายามเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งนี้บริษัทคาดว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจใหม่โดยเฉพาะจากธุรกิจการลงทุน ธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 25% ของรายได้รวมในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า
แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของ Phatra สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและสภาพคล่องที่สูงของบริษัท ถึงแม้ว่าสภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมยังคงอ่อนตัว อย่างไรก็ตามความเสี่ยงอาจมีมากขึ้นหากสภาวะตลาดทุนยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นหากบริษัทมีการขยายธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ธุรกิจตราสารอนุพันธ์ และธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ จะส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงอื่นรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาการให้บริการทางธุรกิจระหว่างบริษัทกับ เมอร์ริล ลินช์ (หรือในปัจจุบัน คือ Banc of America Securities – Merrill Lynch (BAS-ML)) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของบริษัทได้เช่นกัน
จากสัญญาการให้บริการทางธุรกิจที่บริษัทได้ทำไว้กับ BAS-ML ส่งผลให้รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากลูกค้าสถาบันต่างประเทศของ Phatra เกือบทั้งหมดมาจาก BAS-ML ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ถือเป็นสัดส่วนเท่ากับ 40% ของรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รวมของบริษัท ในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นรายได้หลักของบริษัท ซึ่งคิดเป็น 62% ของรายได้รวมในปี 2551 ในขณะที่รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจมีสัดส่วนเท่ากับ 16% ของรายได้รวม Phatra มีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนระยะยาวของบริษัทสูงถึง 249 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงเป็น 207 ล้านบาทในปี 2551 จาก 485 ล้านบาทในปี 2550 โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ผลการดำเนินงานของ Phatra ยังคงปรับตัวลดลง โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ลดลง 72% จากไตรมาสที่1 ปี 2551 สาเหตุหลักมาจากมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลง 54% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2551 เนื่องจากสภาวะตลาดที่ยังคงอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง กำไรสุทธิที่ลดลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์รวมของ Phatra ลดลงเป็น 5% และ 3.5% ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากระดับ 15.4% และ 8.6% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2551
มูลค่าเงินลงทุนในธุรกิจการลงทุนของ Phatra มีสัดส่วนคิดเป็น 39% ของส่วนของผู้ถือหุ้น และ 28% ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้น มีนาคม 2552 หนี้สินของ Phatra ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คิดเป็น 27.4% ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้น มีนาคม 2552 ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่กำหนดให้
บริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital Ratio หรือ NCR) ไว้ไม่น้อยกว่า 7% ทั้งนี้เงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิของ Phatra อยู่ที่ระดับ 221% ณ สิ้น มีนาคม 2552 ในขณะที่อัตราส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 72.6% จาก 67.9% ณ สิ้นปี 2551
Phatra ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 และปัจจุบันกลุ่มผู้บริหารของบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้น 36.7% โดยเป็นการถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้ง Phatra เป็นบริษัทชั้นนำในด้านวานิชธนกิจในประเทศไทย และมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ที่ 6% ในปี 2551
ติดต่อ
พชร ศรายุทธ, กรุงเทพฯ +662 655 4761
Vincent Milton, กรุงเทพฯ +662 655 4759
Back to July 14, 2009 Headlines
คำถามท้ายเรื่อง
1.อันดับเครดิตของบริษัท ภัทร จำกัด (มหาชน)ที่มีเสถียรภาพในด้านใด
2.บริษัท ภัทร จำกัด(มหาชน)ได้พยายามเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่เพื่ออะไร
3.มูลค่าเงืนลงทุนในธุรกิจของการลงทุนของphatraมีสัดส่วนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดตัว บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ วงเงินสำรอง พร้อมใช้ เบิกเงินสดได้ทันทีจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศ

จัดทำบทความโดย
น.ส.วิภาวี ชำนิจันทึก เลขทะเบียน 5001103058
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ก้าวอีกขั้นในการพัฒนาสินเชื่อบุคคล ด้วยการออกบริการใหม่ “บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์” วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 1,000,000 บาท พิเศษฟรี ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง KRUNGSRI ATM และ ATM POOL ทั่วประเทศ และค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ พร้อมเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการเบิกเงินสดได้ทันทีจากเครื่อง ATM POOL มากกว่า 30,000 เครื่องทั่วประเทศ
นายรอยย์ กุนารา ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าบุคคล
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ที่ธนาคารได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2551 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีนั้น ธนาคารได้เพิ่มความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยการพัฒนา “บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์” เพื่อใช้กดเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากความสะดวกรวดเร็วดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังได้เพิ่มอำนาจการบริหารด้านการเงินให้แก่ลูกค้าด้วยวงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 1,000,000 บาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง KRUNGSRI ATM และ ATM POOL ทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ และค่าอากรแสตมป์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ฟรี กระเป๋า POLO Traveling Bag สุดหรู มูลค่า 2,250 บาท แก่ลูกค้าที่สมัครและได้รับการอนุมัติตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2552 และมียอดเงินต้นคงค้าง 2 รอบบัญชีแรก อย่างน้อยรอบบัญชีละ 10,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถบริหารการเงินของตนเองด้วยการชำระคืนแบบจ่ายขั้นต่ำเพียง 3% ของยอดเงินต้น คงค้างบวก
ดอกเบี้ย (ไม่ต่ำกว่า 500 บาท) หรือจะเลือกจ่ายแบบเต็มจำนวนก็ได้ โดยดอกเบี้ยจะคิดตามจำนวนวันที่มียอดค้างชำระเท่านั้น และทุกครั้งที่ชำระเงินคืน ก็จะได้วงเงินคืนกลับให้ลูกค้าสามารถเบิกถอนได้ต่อไป ดังนั้น ด้วยบริการอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ธนาคารมั่นใจว่าบัตรกดเงินสดสินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการทางการเงินของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ผู้สนใจสามารถสมัครใช้บัตรกดเงินสดสินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ได้ที่
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดได้ที่ KRUNGSRI Call Center 1572
ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ดร. เยาวลักษณ์ พูลทอง
ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์
โทรศัพท์ 02 296 2443, 02 296 3729
โทรสาร 02 683 1473
อีเมล์
pyawalak@krungsri.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาสินเชื่อบุคคลด้วยการเปิดให้บริการประเภทใดแก่ประชาชน
2.บัตรกดเงินสด "กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์" นอกจากจะให้บริการที่สะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชนแล้วยังให้สิทธิพิเศษอะไรอีกบ้าง
3.ธนาคารได้เพิ่มอำนาจจากบริหารด้านการเงินให้แก่ลูกค้าโดยอนุมัติวงเงินเท่าไร

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ครม.ลดบ้านเอื้ออาทรเหลือ 2.81 แสนยูนิต ให้กคช. 3.5 พันลบ.ชำระดอกเบี้ย

จัดทำบทความโดย
น.ส.ดารุณี สงบดี เลขทะเบียน 5001103005
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบตามที่
กระทรวงมหาดไทยเสนอปรับลดหน่วยก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ(กคช.)ลงจาก 300,504 หน่วย เหลือ 281,556 หน่วย รวมทั้งอนุมัติงบประมาณให้แก่ กคช.เพื่อชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้อีก 3,587 ล้านบาท
ในระยะต่อไปที่ประชุม ครม.ให้ กคช.ไปพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะปรับลดหน่วยก่อสร้างลงอีก โดยอาจเลือกดำเนินการเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความต้องการอย่างแท้จริง เพื่อที่ กคช.จะได้ไม่ลงทุนในหน่วยที่ไม่สามารถขายได้และไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จในหน่วยที่ขายไม่ได้ ตลอดจนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารชุมชนที่จะนำไปสู่การขาดสภาพคล่องทางการเงินของ กคช. ผู้ว่าฯ กคช.รายงานว่าปัจจุบันมีบ้านเอื้ออาทรที่ขายได้จริงแล้วประมาณ 210,000 หน่วย นอกนั้นอีก 70,000 หน่วยยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งนาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ กคช.ไปพิจารณาว่าบ้านเอื้ออาทรที่เหลืออีกราว 70,000 หน่วยนั้นหากก่อสร้างต่อไปจะมีความคุ้มทุนหรือขาดทุนมากน้อยอย่างไร หรือหากจะยุติการก่อสร้างไปเลยจะทำให้ กคช.ขาดทุนจำนวนเท่าใด แล้วให้นำมาเปรียบเทียบกับกรณีที่สร้างเสร็จทั้งโครงการ เพื่อจะได้ดำเนินการให้เหมาะสมต่อไป "ในส่วนของ 7 หมื่นยูนิตที่เหลือนี้ ครม.ให้ กคช.ไปพิจารณา แล้วดูอีกทีว่าจะดำเนินการต่อไป หรือไม่ อย่างไร" นายวัชระ กล่าว
ที่มาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์(IQ)
คำถามท้ายเรื่อง
1.คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องอะไร
2.กคช.พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะปรับหน่วยก่อสร้างลงอีกโดยพิจารณาจากอะไร
3.การที่กคช.เลือกดำเนินการเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นเพราะอะไร

ธนาคารกลางอินโดนีเซียหั่นดอกเบี้ย 0.25%วันนี้ หลังเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฟื้นตัว

จัดทำบทความโดย
น.ส.ดารุณี สงบดี เลขทะเบียน5001103005
ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 6.75% ในการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยลงติดต่อกัน 8 เดือน หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น โดยการลดดอกเบี้ยในวันนี้มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวขึ้น
แถลงการณ์ของธนาคารกลางอินโดนีเซียระบุว่า "เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 นอกจากนี้ เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศคู่ค้าของอินโดนีเซียก็ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนยอดส่งออกของอินโดนีเซียและทำให้อินโดนีเซียมียอดการดุลการค้าพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.2 พันล้านดอลลาร์" เดสทรี ดามายาติ นักวิเคราะห์จากบริษัท พีที แมนดิรี เซคูริตัส ในกรุงจาการ์ต้า กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายในเอเชียอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไปแล้วกว่า 9.20 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสกัดกั้นเศรษฐกิจจากภาวะถดถอย สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ของอินโดนีเซียเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 3.65% จากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในสัดส่วนที่น้อยที่สุดในรอบ 9 ปี และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะพุ่งขึ้น 3.85% อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าดัชนีซีพีไอจะเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 5% ในปีนี้ นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะจับตาดูปัจจัยต่างๆที่จะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ OECD คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัว 3.5% ในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัวราว 3.5-4% หลังจากเศรษฐกิจขยายตัว 6.1% เมื่อปีที่แล้ว
ที่มาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
คำถามท้ายเรื่อง

1. เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายในเอเชียอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู้ระบบเพื่ออะไร
2. ธนาคารกลางอินโดนีเชียคาดว่าดัชนีซีพีไอในปีนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไร
3. ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปีนี้จะขยายตัวเท่าไร

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ธุรกิจไทยปี 2552 เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น .. ผลสะท้อนต่อภาวะการจ้างงาน

จัดทำบทความโดย
น.ส.ธัญดา โสภณแสงชัย เลขทะเบียน5001103035
จากสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่เผชิญกับวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นผลให้อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการต่างๆ ในตลาดทั่วโลกสูญหายไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน หลังจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐ อันเนื่องมาจากสินเชื่อซับไพรม์ ได้ลุกลามส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง สร้างความสูญเสียในระบบการเงินโลกสูงขึ้นไปถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ตามการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ซึ่งระบุไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา
ผลกระทบจากวิกฤติการเงินที่แผ่ขยายกว้างออกไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ส่งผลให้ IMF ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 นี้ลงมาที่ร้อยละ 0.5 (จากประมาณการเดิมอยู่ที่ร้อยละ 2.2) ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือกว่า 60 ปี สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วทุกภูมิภาคของโลกส่งผลต่อภาวะการมีงานทำของแรงงานในหลายประเทศทั่วโลก และยิ่งทำให้ตลาดสินค้าโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่มีความจำเป็นน้อย เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มียอดขายลดลงเป็นประวัติการณ์ และภาวะดังกล่าวนี้กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจส่งออกของไทย
การว่างงานในเดือนธันวาคม ... เพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนคนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคหลักของโลก ส่งผลกระทบให้ธุรกิจส่งออกของไทยหลากหลายสาขากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก หลังจากอุปสงค์ทั่วโลกที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 การส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวลงเป็นตัวเลข 2 หลักต่อเนื่องมาถึงเดือนธันวาคม เป็นสาเหตุให้ธุรกิจเริ่มลดกำลังการผลิต ลดเวลาทำงาน ตลอดจนลดจำนวนพนักงานลงให้สอดคล้องกับภาวะการผลิต หรือบางรายอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการลง ส่งผลให้ปัญหาการจ้างงานเริ่มเป็นที่น่าวิตกมากขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตัวเลขการว่างงานล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2551 มีจำนวนผู้ว่างงาน 538,500 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.4 เพิ่มขึ้น 220,000 คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2551 ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นเดือนที่อัตราการว่างงานลดลง นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มจำนวนขึ้นแล้ว ในกลุ่มผู้มีงานทำยังมีผู้ทำงานไม่เต็มเวลา (ทำงานน้อยกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน) เพิ่มขึ้น 103,000 คน สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่มีผู้มีงานทำลดลง ที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลดลง การผลิตสิ่งทอ การผลิตขั้นมูลฐาน การฟอกหนังและตกแต่งหนัง การผลิตยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์การขนส่งอื่นๆ การพิมพ์โฆษณา การผลิตกระดาษ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานลดลงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคหลักๆ ของโลก
แนวโน้มการว่างงานอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1.5 ล้านคน ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัว สิ่งที่น่ากังวลคือ การว่างงานเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระแสการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยเป็นการเลิกจ้างในกิจการเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานในภาวะที่ยอดขายและคำสั่งซื้อหายไปถึงร้อยละ 20-30 ต่อไปได้ แต่ยังมีบริษัทอีกจำนวนมากที่ยังเลือกใช้แนวทางรักษาพนักงานไว้ แต่มีการปรับลดวันทำงาน ลดโอทีและโบนัส ซึ่งหากออเดอร์สินค้าในรอบต่อไปยังคงไม่ฟื้นตัวดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ ธุรกิจคงจะมีการทยอยปลดพนักงานตามมาอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2552 เป็นช่วงที่การว่างงานตามฤดูกาลจะสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูที่ทำการเกษตรกรรม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการว่างงานในเดือนไตรมาสแรกจะสูงขึ้นมาเกิน 1 ล้านคน
จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า การว่างงานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยตามสมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย การส่งออกของไทยในปี 2552 อาจจะหดตัวลงร้อยละ 7.0-12.0 ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจต่ำเพียงร้อยละ 0.0-1.2 ในกรณีดังกล่าว คาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอาจมีระดับประมาณร้อยละ 55.0-56.8 จากร้อยละ 69.3 ในปีก่อนหน้า ซึ่งจะนับเป็นระดับการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และคาดว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานในปี 2552 อาจมีระดับขึ้นไปใกล้หรือเกินกว่า 1.5 ล้านคน
หากพิจารณาเป็นรายประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีตลาดส่งออกหดตัวลงอย่างรุนแรง รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่งเพื่อการส่งออก เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะลดการจ้างงานลงมากที่สุดในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ตามทิศทางภาวะยอดขายที่คาดว่าจะยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงการว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 87,000-116,000 คน อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน ประมาณ 49,000-70,000 คน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ประมาณ 115,200-153,600 คน เฟอร์นิเจอร์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ประมาณ 56,400-94,000 คน ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว ประมาณ 40,000-72,000 คน ธุรกิจขนส่ง โดยสารและคมนาคมอื่นๆ ประมาณ 65,000-100,000 คน สำหรับธุรกิจอื่นๆ เมื่อคำนึงถึงแรงงานบางส่วนที่ไหลกลับเข้าไปทำงานในภาคเกษตรกรรมแล้ว จะมีจำนวนผู้ว่างงานรวมสุทธิประมาณ 103,750-105,200 คน โดยคาดว่าการดูดซับแรงงานโดยภาคเกษตรอาจน้อยกว่าระดับเฉลี่ยของปีก่อนๆ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลง รวมทั้งความต้องการพืชผลการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมลดน้อยลง ทำให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่สภาพอากาศจะแห้งแล้ง
ธุรกิจที่มีแนวโน้มการว่างงานเพิ่มขึ้นในปี 2552 : ประมาณการการขยายตัวของการผลิต/ส่งออก และจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่มีแนวโน้ม คาดการณ์การขยายตัว คาดการณ์ผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี 2552 การว่างงานเพิ่มขึ้น ของธุรกิจในปี 2552 (%) * จำนวน (คน) สัดส่วนต่อกำลังแรงงานของธุรกิจ ในปี 2551 (%)
ธุรกิจส่งออก ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ -5.0 ถึง -15.0 87,000-116,000 14.5-19.3 รถยนต์และชิ้นส่วน 19.0 ถึง -24.0 49,000-70,000 14.0-20.0 สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องแต่งกาย -3.0 ถึง -8.0 115,200-153,600 9.0-12.0 เฟอร์นิเจอร์ ไม้และ ผลิตภัณฑ์จากไม้ -3.0 ถึง -8.0 56,400-94,000 6.0-10.0 โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ -5.0 ถึง -10.0 40,000-56,000 10.0-14.0 เครื่องจักรกล -10.0 ถึง -15.0 23,400-30,600 13.0-17.0
ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวและส่งออก ธุรกิจบริการด้าน การท่องเที่ยว 0.0 ถึง -4.0 40,000-72,000 5.0-9.0 ธุรกิจขนส่งและคมนาคม -4.5 ถึง -6.0 65,000-100,000 6.5-10.0อื่นๆ 103,750-105,200 0.3รวมผู้ว่างงานจากธุรกิจต่างๆ 579,750-797,400 1.5-2.1
ผู้ว่างงานและอัตราการว่างงานประเภทของผู้ว่างงาน จำนวน (คน) อัตราการว่างงาน (%)ผู้ว่างงานจากธุรกิจต่างๆ ในครึ่งแรกปี 2552 579,750-797,400 1.5-2.1ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่ว่างงาน ในครึ่งแรกปี 2552 158,000-184,000 0.4-0.5ผู้ว่างงานเดิม ณ เดือนธ.ค. 51 538,500 1.4รวมการว่างงานทั้งสิ้น 1,276,250-1,519,900 3.4-4.0
ที่มา : ประมาณการโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยการคาดการณ์จำนวนผู้ว่างงานเป็นการว่างงานสุทธิ
* เครื่องชี้การขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย เฟอร์นิเจอร์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรกล เป็นมูลค่าการส่งออก ขณะที่เครื่องชี้การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน เป็นปริมาณการผลิตรถยนต์ ส่วนเครื่องชี้ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจขนส่ง เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม
นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่คาดว่าจะว่างงานมีจำนวนประมาณ 158,000-184,000 คน เมื่อรวมกับผู้ว่างงานที่มีอยู่แล้วในระบบประมาณ 540,000 คน คาดว่าจำนวนผู้ว่างงานสุทธิในช่วงครึ่งแรกปี 2552 อาจขึ้นไปที่ระดับ 1.28-1.52 ล้านคนในบางเดือน คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 3.4-4.0 ของกำลังแรงงานทั้งหมด นับเป็นอัตราที่สูงสุดตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540โดยช่วงเวลาที่ปัญหาการว่างงานรุนแรงที่สุด อาจเป็นช่วงประมาณต้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จำนวนผู้ว่างงานจะค่อยๆ ลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุผลด้านฤดูกาล ที่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ภาคเกษตรกรรมสามารถดูดซับแรงงานว่างงานตามฤดูกาลกลับเข้าไปทำงานได้มากขึ้น และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ทยอยได้งานทำ ขณะที่ภายใต้สมมติฐานประมาณการในกรณีพื้นฐานที่เศรษฐกิจยังมีอัตราการขยายตัวที่เป็นบวกได้ อาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาจากภาคธุรกิจและโครงการของภาครัฐ (ในกรณีนี้ คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานของรัฐบาลอาจช่วยรองรับแรงงานได้บางส่วน รวมทั้งภาวะการส่งออกอาจจะผ่านพ้นช่วงถดถอยต่ำสุดไปได้) อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวและการฟื้นตัวล่าช้าออกไป ปัญหาการว่างงานจะเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลที่ต้องเพิ่มมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบในขอบเขตที่กว้างขวางและกินระยะเวลายาวนานขึ้น
โดยสรุป จากสัญญาณการว่างงานที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ประกอบกับภาคธุรกิจส่งออกจะยังคงมีแนวโน้มถูกกระทบหนักจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสถดถอยรุนแรงมากขึ้นกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเลิกจ้างในภาคธุรกิจแผ่ขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสแรก ปี 2552 เป็นช่วงที่การว่างงานตามฤดูกาลจะสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูที่ทำการเกษตรกรรม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการว่างงานในไตรมาสแรกจะสูงขึ้นมาเกิน 1 ล้านคน จาก 538,500 คนในเดือนธันวาคม 2551 และเมื่อรวมกับการทยอยเลิกจ้างในภาคธุรกิจในเดือนต่อๆ มา ตลอดจนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่คาดว่าจะว่างงานประมาณ 158,000-184,000 คน ก็คาดว่าในช่วงที่ปัญหาการว่างงานรุนแรงที่สุด จำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง 1.28-1.52 ล้านคน คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 3.4-4.0 ของกำลังแรงงานทั้งหมด นับเป็นอัตราที่สูงสุดตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยการคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าการส่งออกของไทยในปี 2552 อาจจะหดตัวลงร้อยละ 7.0-12.0 ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจต่ำเพียงร้อยละ 0.0-1.2 อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะลดการจ้างงานในระยะเดือนถัดๆ ไป ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง อุตสาหกรรมโลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การขนส่งและคมนาคม เป็นต้น ปัญหาการว่างงานอาจจะเข้าขั้นรุนแรงที่สุดประมาณช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จำนวนผู้ว่างงานจะค่อยๆ ลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุผลด้านฤดูกาล ที่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ภาคเกษตรกรรมสามารถดูดซับแรงงานว่างงานตามฤดูกาลกลับเข้าไปทำงานได้มากขึ้น และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ทยอยได้งานทำ ขณะที่ในกรณีที่มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลบังเกิดผล และการส่งออกผ่านพ้นช่วงถดถอยต่ำสุดไปได้ อาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาจากภาคธุรกิจและโครงการของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวและการฟื้นตัวล่าช้าออกไป ปัญหาการว่างงานจะเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลที่ต้องเพิ่มมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบในขอบเขตที่กว้างขวางและกินระยะเวลายาวนานขึ้น
ปัญหาการว่างงานถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ภาครัฐต้องเร่งหาแนวทางป้องกัน รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับกับจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างโดยธุรกิจภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้บรรจุมาตรการแก้ไขปัญหาผู้ว่างงานไว้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายแนวทาง
อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่มุ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น เช่น การลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค การให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพซึ่งมุ่งไปที่ผู้รายได้น้อย การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือไปที่หัวใจหลักของปัญหาคือการทำให้คนมีงานทำนั้น ส่วนหนึ่งรัฐบาลได้มีแผนดำเนินการไว้ เช่น โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน วงเงิน 6,900 ล้านบาท โครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างในท้องถิ่น และการก่อสร้าง (เช่น การจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร แหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ การก่อสร้างทางในหมู่บ้าน การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน การปรับปรุงสถานีอนามัย) วงเงินรวมประมาณ 7,200 ล้านบาท รัฐบาลควรเร่งดำเนินการมาตรการที่มีแผนการอยู่แล้วให้เกิดผลโดยเร็ว แต่ต้องยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาอาจยังไม่เพียงพอที่จะรับมือปัญหา โดยในกรณีเลวร้าย ถ้าการว่างงานสูงถึงไปถึง 1.5 ล้านคน หมายความว่าในระบบเศรษฐกิจจะมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคนจากปีก่อน ในระยะจากนี้จนถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 ปัญหาการว่างงานคงจะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเตรียมแผนมาตรการเพิ่มเติมเพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะรุนแรงกว่าที่คาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าหากรัฐบาลจะมีมาตรการชุดใหม่ออกมา ควรให้เป็นมาตรการมุ่งไปที่การสร้างงานโดยตรงเพื่อรองรับผู้ว่างงาน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีผลต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอาจต้องมีการแผนการจัดหางบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการดังกล่าว เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้ว่างงาน (ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งรัฐบาลจ้างโดยตรง หรือการให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่มีจ้างงานตามแนวนโยบายของรัฐบาล) ทั้งนี้ ในกรณีของผู้ว่างงานที่มีทักษะความรู้ อาจหาช่องทางให้มีการสร้างงานที่สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงแรงงานเหล่านั้นเข้ากับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนของรัฐบาล ให้เกิดการพัฒนาชุมชนหรือต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สำหรับชุมชนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็มีโครงการพัฒนาทักษะเสริมอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ว่างงานเพื่อออกไปประกอบอาชีพต่อไป ซึ่งถ้าโครงการภายใต้งบประมาณของรัฐบาลต่างๆ ได้ถูกออกแบบให้มีการสร้างตำแหน่งงาน การพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงาน และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศควบคู่กันไปด้วย จะทำให้การใช้งบประมาณที่มีอยู่จำกัดก่อเกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจได้มาก ขณะเดียวกัน มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ก่อเกิดผลในการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่กำลังเดือดร้อนอย่างแท้จริง

------------------------------------------------------------------------------รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
คำถามท้ายเรื่อง
1. ปัญหาทางการเงินของสหรัฐเกิดเนื่องจากอะไรเป็นสาเหตุ
2.ผลกระทบทางการเงิรที่แผ่ขยายกว้างออกไปสู่ภาคเศรษฐ์กิจส่งผมให้IMFปรับลดอัตราการเติบโตจากปี52เหลือเท่าไร
3.การว่างงานในเดือนธันวาคมของไทยสูงขึ้นกว่าปีก่อนเท่าไร

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เอกชนขย่มมาตรการรัฐ สร้างหนี้ท่วมหัวดันจีดีพีขึ้น แค่ 1%

จัดทำบทความโดย
น.ส.ธัญดา โสภณแสงชัย เลขทะเบียน 5001103035
งานสัมมนาในหัวข้อ “ฟื้นเศรษฐกิจไทย ใต้เงาวิกฤติเศรษฐกิจโลก” ซึ่งมีบรรดานักธุรกิจชั้นนำจากภาคเศรษฐกิจหลายสาขามาร่วมกันให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการรัฐบาล วานนี้ (16 ก.พ.) ว่าเพียงพอจะฉุดประเทศไทยให้ฝ่าวงล้อมวิกฤติเศรษฐกิจโลกออกไปได้หรือไม่นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะองค์ปาฐก ยังคงยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น และรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะกลับมาเป็นบวกได้ เมื่อมาตรการต่างๆของรัฐบาลซึ่งหมายถึงการอัดฉีดเงินงบประมาณเริ่มลงไปในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนจะติดลบ และอาจติดลบต่อในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ไตรมาสที่ 2 ติดลบ หรือถ้าติดลบก็ให้น้อยลง กระนั้นก็ตามคงไม่สามารถพูดได้ว่าที่สุดแล้ว สิ้นปีนี้ตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และก็ไม่คิดด้วยว่าประเทศไหนจะรู้ว่าตัวเลขสุดท้ายของประเทศตัวเองจะเป็นอย่างไร ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้คงจะไม่เห็นเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุด และจีดีพีจะต้องติดลบ อย่างไร ก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความคาดหวังของคน ซึ่งนายก้องเกียรติเสนอแนวทางไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่
1. เร่งกระตุ้นความต้องการการบริโภคในประเทศ ซึ่งนอกจากจะเน้นที่คนจนแล้ว รัฐบาลต้องมองถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรวยด้วย ทั้งนี้ หากดูที่บัญชีเงินฝากทั้งหมดที่มีอยู่ 7 ล้านล้านบาท แยกเป็นบัญชีที่เกินกว่า 1 ล้านบาท มีมากถึง 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 900,000 บัญชี ขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมี 67,000 บัญชี หรือ 2.8 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า คนรวยยังคงเก็บเงินไว้เฉยๆรัฐจึงต้องหาวิธีกระตุ้นให้นำเงินออมออกมาใช้
2. ระยะเวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ควรทำอย่างจำกัด ไม่ใช้เวลายาวเกินไป เช่น กรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาท กับคน 8 ล้านคน ควรให้จ่ายภายใน 1-2 เดือน ไม่ใช่เก็บไว้ในธนาคาร
3. นโยบายการเงินการคลังต้องทำอย่างสอดคล้องและไปในทางเดียวกัน เช่น การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
4. กลุ่มประเทศในอาเซียนควรทำงานร่วมมือกันให้มากขึ้น
5.ไม่ควรมีการกีดกันทางการค้า เนื่องจากจะทำให้การค้าขายหดตัว
6. รัฐควรใช้ความสามารถของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีความเข้มแข็งก้าวสู่เวทีระดับโลกให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นก็จะทำให้ไทยฟื้นตัวขึ้นก่อนคนอื่น



นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเตือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลเน้นแต่สร้างการบริโภคให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เน้นการลงทุนเลย จึงมองไม่เห็นว่ารายได้ในอนาคตของประเทศจะมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันมีข้อควรระวังในการใช้นโยบายการคลัง ที่รัฐบาลแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีขอบเขตจำกัด จะสร้างหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องคิดให้ดีว่าการสร้างหนี้ให้ ประเทศด้วยการขาดดุลงบประมาณจะกลายเป็นหนี้ในอนาคตที่ไม่คุ้มค่า เพราะมาตรการที่ออกมาทั้งหมด มีส่วนทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 1% ถือเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน้อยไป เพราะจีดีพีที่ประเทศจะอยู่ได้ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือ 3% และต้องทำให้ขยายตัว เกิน 4-5% ขึ้นไป ถึงจะมีรายได้ประชาชาติที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงได้ นายศุภวุฒิกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่จะมีคนว่างงานถึง 2 ล้านคน และมีคนจบการศึกษาใหม่อีก 700,000 -800,000 คน จึงเป็นเรื่องยากในการบริหารในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ แต่หากไตรมาส 4 ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นและท่องเที่ยวฟื้นก็จะดีขึ้น นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันว่า วิกฤติของการท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด มากกว่าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้ง 2 ครั้ง ช่วงก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 ก.ย ช่วงโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกระบาด และหลังสึนามิ โดยล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวในยุโรปลดลง 40% กลุ่มสแกนดิเนเวียลดลง 10% ส่วนจีนและญี่ปุ่น ช่วงปิดสนามบินหายไป 90% แต่ช่วงตรุษจีนกลับมา 20-30% เท่านั้น จึงจำเป็นที่รัฐต้องเร่งฟื้นการท่องเที่ยว ทั้งมาตรการ และเม็ดเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวน้อยมาก ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ ที่ภาคเอกชนขอไป 15,000 ล้านบาท รัฐขอลดเหลือ 5,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ
“ผู้ประกอบการมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพราะปีนี้ไฮซีซั่นไม่จริง มันเป็นโลว์มากกว่า เงินที่สะสมไว้ก็ใช้ออกมาถ้าเงิน และมาตรการกระตุ้นของรัฐไม่ถึงผู้ประกอบการก่อนเดือน เม.ย.นี้ ปีนี้ภาคท่องเที่ยวจะปลดพนักงานกว่า 80,000 คน หรือ 40% ของแรงงานทั้งหมด และเราจะเจอโลว์ซีซั่นติดต่อกัน 5 ซีซั่น ตั้งแต่เดือน พ.ค.51-เดือน ต.ค.53 แต่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เงินมา มาตรการรัฐทำงานได้จริง เดือน พ.ย.52-มี.ค.53 อาจจะมีไฮซีซั่นกลับมา และอาจมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน อย่างนี้รัฐตั้งเป้าหมายได้”
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตนมีข้อมูลว่าพอเกิดวิกฤติไม่ว่านานเท่าใด รายได้ต่อหัวของคนในประเทศจะลดลง 9% และจากจุดสูงสุดลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัว จะต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งหากต้องใช้เวลานานขนาดนี้ รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวไว้ 2-3 ปี เห็นได้จากสหรัฐฯทำแผน 2 ปีไว้เลย ขณะที่ออสเตรเลียทำแผน 5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ดังนั้น ไทยต้องมองภาพอย่างนี้ ไม่ใช่กระตุ้นทีละปี และต้องเตรียมเงินไว้หากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย และงบประมาณก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน รวมทั้งการใช้เงินต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รายได้ประชาชาติใน 3-4 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น อัตราหนี้สาธารณะจะได้ลดลง ไทยถือเป็นประเทศเล็กๆในโลก เหมือนเม็ดทรายบนหาดเวลาคลื่นซัดก็จะกระเด็น ฉะนั้นต้องป้องกันตนเอง หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มการบริโภคและการลงทุน โดยเพิ่มอุปสงค์ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่แก้ปัญหาได้รวดเร็วด้วยการลดค่าเงินบาท สินค้าไทยก็ส่งออกได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกตกลงทั้งหมด ต้องมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นโจทย์สำคัญมากว่าจะเพิ่มการบริโภคได้อย่างไร ส่วนเรื่องการลงทุนจะต้องเน้นทั้งโครง สร้างพื้นฐานที่มีแผนอยู่ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย และต้องหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีเรื่องใดต้องลงทุนบ้าง.

ที่มา:
http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=687

คำถามถ้ายบท
1.การบริหารความคาดหวังของคนที่นายก้อง เกียรติ เสนอด้วยกันกี่ขั้นตอน
2.จีดีพีที่ประเทศจะสามารถอยู่ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือกี่เปอร์เซน
3.นายนิพนธ์ พัวพงศกร กล่าวว่า ข้อมูลวิกฤติในครั้งนี้จะทำให้รายได้ของประชาชนต่อหัวในประเทศลดลงเท่าใด