วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ธุรกิจไทยปี 2552 เผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น .. ผลสะท้อนต่อภาวะการจ้างงาน

จัดทำบทความโดย
น.ส.ธัญดา โสภณแสงชัย เลขทะเบียน5001103035
จากสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่เผชิญกับวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นผลให้อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการต่างๆ ในตลาดทั่วโลกสูญหายไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน หลังจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐ อันเนื่องมาจากสินเชื่อซับไพรม์ ได้ลุกลามส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง สร้างความสูญเสียในระบบการเงินโลกสูงขึ้นไปถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ตามการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ซึ่งระบุไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา
ผลกระทบจากวิกฤติการเงินที่แผ่ขยายกว้างออกไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ส่งผลให้ IMF ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 นี้ลงมาที่ร้อยละ 0.5 (จากประมาณการเดิมอยู่ที่ร้อยละ 2.2) ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือกว่า 60 ปี สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วทุกภูมิภาคของโลกส่งผลต่อภาวะการมีงานทำของแรงงานในหลายประเทศทั่วโลก และยิ่งทำให้ตลาดสินค้าโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หรือสินค้าที่มีความจำเป็นน้อย เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มียอดขายลดลงเป็นประวัติการณ์ และภาวะดังกล่าวนี้กระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจส่งออกของไทย
การว่างงานในเดือนธันวาคม ... เพิ่มขึ้นกว่า 2 แสนคนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคหลักของโลก ส่งผลกระทบให้ธุรกิจส่งออกของไทยหลากหลายสาขากำลังประสบปัญหาอย่างหนัก หลังจากอุปสงค์ทั่วโลกที่หดหายไปอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 การส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวลงเป็นตัวเลข 2 หลักต่อเนื่องมาถึงเดือนธันวาคม เป็นสาเหตุให้ธุรกิจเริ่มลดกำลังการผลิต ลดเวลาทำงาน ตลอดจนลดจำนวนพนักงานลงให้สอดคล้องกับภาวะการผลิต หรือบางรายอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการลง ส่งผลให้ปัญหาการจ้างงานเริ่มเป็นที่น่าวิตกมากขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ตัวเลขการว่างงานล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2551 มีจำนวนผู้ว่างงาน 538,500 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.4 เพิ่มขึ้น 220,000 คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2551 ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นเดือนที่อัตราการว่างงานลดลง นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มจำนวนขึ้นแล้ว ในกลุ่มผู้มีงานทำยังมีผู้ทำงานไม่เต็มเวลา (ทำงานน้อยกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน) เพิ่มขึ้น 103,000 คน สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่มีผู้มีงานทำลดลง ที่สำคัญ ได้แก่ การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลดลง การผลิตสิ่งทอ การผลิตขั้นมูลฐาน การฟอกหนังและตกแต่งหนัง การผลิตยานยนต์ การผลิตอุปกรณ์การขนส่งอื่นๆ การพิมพ์โฆษณา การผลิตกระดาษ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานลดลงเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคหลักๆ ของโลก
แนวโน้มการว่างงานอาจเพิ่มขึ้นแตะ 1.5 ล้านคน ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัว สิ่งที่น่ากังวลคือ การว่างงานเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระแสการเลิกจ้างที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยเป็นการเลิกจ้างในกิจการเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานในภาวะที่ยอดขายและคำสั่งซื้อหายไปถึงร้อยละ 20-30 ต่อไปได้ แต่ยังมีบริษัทอีกจำนวนมากที่ยังเลือกใช้แนวทางรักษาพนักงานไว้ แต่มีการปรับลดวันทำงาน ลดโอทีและโบนัส ซึ่งหากออเดอร์สินค้าในรอบต่อไปยังคงไม่ฟื้นตัวดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ ธุรกิจคงจะมีการทยอยปลดพนักงานตามมาอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2552 เป็นช่วงที่การว่างงานตามฤดูกาลจะสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูที่ทำการเกษตรกรรม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการว่างงานในเดือนไตรมาสแรกจะสูงขึ้นมาเกิน 1 ล้านคน
จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า การว่างงานมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยตามสมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย การส่งออกของไทยในปี 2552 อาจจะหดตัวลงร้อยละ 7.0-12.0 ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจต่ำเพียงร้อยละ 0.0-1.2 ในกรณีดังกล่าว คาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอาจมีระดับประมาณร้อยละ 55.0-56.8 จากร้อยละ 69.3 ในปีก่อนหน้า ซึ่งจะนับเป็นระดับการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และคาดว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ว่างงานในปี 2552 อาจมีระดับขึ้นไปใกล้หรือเกินกว่า 1.5 ล้านคน
หากพิจารณาเป็นรายประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีตลาดส่งออกหดตัวลงอย่างรุนแรง รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่งเพื่อการส่งออก เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะลดการจ้างงานลงมากที่สุดในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ตามทิศทางภาวะยอดขายที่คาดว่าจะยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงการว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีการว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 87,000-116,000 คน อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน ประมาณ 49,000-70,000 คน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ประมาณ 115,200-153,600 คน เฟอร์นิเจอร์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ประมาณ 56,400-94,000 คน ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว ประมาณ 40,000-72,000 คน ธุรกิจขนส่ง โดยสารและคมนาคมอื่นๆ ประมาณ 65,000-100,000 คน สำหรับธุรกิจอื่นๆ เมื่อคำนึงถึงแรงงานบางส่วนที่ไหลกลับเข้าไปทำงานในภาคเกษตรกรรมแล้ว จะมีจำนวนผู้ว่างงานรวมสุทธิประมาณ 103,750-105,200 คน โดยคาดว่าการดูดซับแรงงานโดยภาคเกษตรอาจน้อยกว่าระดับเฉลี่ยของปีก่อนๆ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลง รวมทั้งความต้องการพืชผลการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมลดน้อยลง ทำให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่สภาพอากาศจะแห้งแล้ง
ธุรกิจที่มีแนวโน้มการว่างงานเพิ่มขึ้นในปี 2552 : ประมาณการการขยายตัวของการผลิต/ส่งออก และจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่มีแนวโน้ม คาดการณ์การขยายตัว คาดการณ์ผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี 2552 การว่างงานเพิ่มขึ้น ของธุรกิจในปี 2552 (%) * จำนวน (คน) สัดส่วนต่อกำลังแรงงานของธุรกิจ ในปี 2551 (%)
ธุรกิจส่งออก ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ -5.0 ถึง -15.0 87,000-116,000 14.5-19.3 รถยนต์และชิ้นส่วน 19.0 ถึง -24.0 49,000-70,000 14.0-20.0 สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องแต่งกาย -3.0 ถึง -8.0 115,200-153,600 9.0-12.0 เฟอร์นิเจอร์ ไม้และ ผลิตภัณฑ์จากไม้ -3.0 ถึง -8.0 56,400-94,000 6.0-10.0 โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ -5.0 ถึง -10.0 40,000-56,000 10.0-14.0 เครื่องจักรกล -10.0 ถึง -15.0 23,400-30,600 13.0-17.0
ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวและส่งออก ธุรกิจบริการด้าน การท่องเที่ยว 0.0 ถึง -4.0 40,000-72,000 5.0-9.0 ธุรกิจขนส่งและคมนาคม -4.5 ถึง -6.0 65,000-100,000 6.5-10.0อื่นๆ 103,750-105,200 0.3รวมผู้ว่างงานจากธุรกิจต่างๆ 579,750-797,400 1.5-2.1
ผู้ว่างงานและอัตราการว่างงานประเภทของผู้ว่างงาน จำนวน (คน) อัตราการว่างงาน (%)ผู้ว่างงานจากธุรกิจต่างๆ ในครึ่งแรกปี 2552 579,750-797,400 1.5-2.1ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่ว่างงาน ในครึ่งแรกปี 2552 158,000-184,000 0.4-0.5ผู้ว่างงานเดิม ณ เดือนธ.ค. 51 538,500 1.4รวมการว่างงานทั้งสิ้น 1,276,250-1,519,900 3.4-4.0
ที่มา : ประมาณการโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยการคาดการณ์จำนวนผู้ว่างงานเป็นการว่างงานสุทธิ
* เครื่องชี้การขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย เฟอร์นิเจอร์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรกล เป็นมูลค่าการส่งออก ขณะที่เครื่องชี้การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน เป็นปริมาณการผลิตรถยนต์ ส่วนเครื่องชี้ธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจขนส่ง เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม
นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่คาดว่าจะว่างงานมีจำนวนประมาณ 158,000-184,000 คน เมื่อรวมกับผู้ว่างงานที่มีอยู่แล้วในระบบประมาณ 540,000 คน คาดว่าจำนวนผู้ว่างงานสุทธิในช่วงครึ่งแรกปี 2552 อาจขึ้นไปที่ระดับ 1.28-1.52 ล้านคนในบางเดือน คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 3.4-4.0 ของกำลังแรงงานทั้งหมด นับเป็นอัตราที่สูงสุดตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540โดยช่วงเวลาที่ปัญหาการว่างงานรุนแรงที่สุด อาจเป็นช่วงประมาณต้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จำนวนผู้ว่างงานจะค่อยๆ ลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุผลด้านฤดูกาล ที่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ภาคเกษตรกรรมสามารถดูดซับแรงงานว่างงานตามฤดูกาลกลับเข้าไปทำงานได้มากขึ้น และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ทยอยได้งานทำ ขณะที่ภายใต้สมมติฐานประมาณการในกรณีพื้นฐานที่เศรษฐกิจยังมีอัตราการขยายตัวที่เป็นบวกได้ อาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาจากภาคธุรกิจและโครงการของภาครัฐ (ในกรณีนี้ คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานของรัฐบาลอาจช่วยรองรับแรงงานได้บางส่วน รวมทั้งภาวะการส่งออกอาจจะผ่านพ้นช่วงถดถอยต่ำสุดไปได้) อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวและการฟื้นตัวล่าช้าออกไป ปัญหาการว่างงานจะเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลที่ต้องเพิ่มมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบในขอบเขตที่กว้างขวางและกินระยะเวลายาวนานขึ้น
โดยสรุป จากสัญญาณการว่างงานที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ประกอบกับภาคธุรกิจส่งออกจะยังคงมีแนวโน้มถูกกระทบหนักจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มีโอกาสถดถอยรุนแรงมากขึ้นกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเลิกจ้างในภาคธุรกิจแผ่ขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสแรก ปี 2552 เป็นช่วงที่การว่างงานตามฤดูกาลจะสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูที่ทำการเกษตรกรรม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการว่างงานในไตรมาสแรกจะสูงขึ้นมาเกิน 1 ล้านคน จาก 538,500 คนในเดือนธันวาคม 2551 และเมื่อรวมกับการทยอยเลิกจ้างในภาคธุรกิจในเดือนต่อๆ มา ตลอดจนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ที่คาดว่าจะว่างงานประมาณ 158,000-184,000 คน ก็คาดว่าในช่วงที่ปัญหาการว่างงานรุนแรงที่สุด จำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง 1.28-1.52 ล้านคน คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 3.4-4.0 ของกำลังแรงงานทั้งหมด นับเป็นอัตราที่สูงสุดตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยการคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าการส่งออกของไทยในปี 2552 อาจจะหดตัวลงร้อยละ 7.0-12.0 ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจต่ำเพียงร้อยละ 0.0-1.2 อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะลดการจ้างงานในระยะเดือนถัดๆ ไป ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง อุตสาหกรรมโลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การขนส่งและคมนาคม เป็นต้น ปัญหาการว่างงานอาจจะเข้าขั้นรุนแรงที่สุดประมาณช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จำนวนผู้ว่างงานจะค่อยๆ ลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนหนึ่งเนื่องจากเหตุผลด้านฤดูกาล ที่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้ภาคเกษตรกรรมสามารถดูดซับแรงงานว่างงานตามฤดูกาลกลับเข้าไปทำงานได้มากขึ้น และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ทยอยได้งานทำ ขณะที่ในกรณีที่มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลบังเกิดผล และการส่งออกผ่านพ้นช่วงถดถอยต่ำสุดไปได้ อาจมีการจ้างงานกลับเข้ามาจากภาคธุรกิจและโครงการของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวและการฟื้นตัวล่าช้าออกไป ปัญหาการว่างงานจะเป็นภาระหนักสำหรับรัฐบาลที่ต้องเพิ่มมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบในขอบเขตที่กว้างขวางและกินระยะเวลายาวนานขึ้น
ปัญหาการว่างงานถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนอันดับต้นๆ ของประเทศ ที่ภาครัฐต้องเร่งหาแนวทางป้องกัน รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับกับจำนวนผู้ถูกเลิกจ้างโดยธุรกิจภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้บรรจุมาตรการแก้ไขปัญหาผู้ว่างงานไว้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายแนวทาง
อย่างไรก็ตาม มาตรการส่วนใหญ่มุ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น เช่น การลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค การให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพซึ่งมุ่งไปที่ผู้รายได้น้อย การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือไปที่หัวใจหลักของปัญหาคือการทำให้คนมีงานทำนั้น ส่วนหนึ่งรัฐบาลได้มีแผนดำเนินการไว้ เช่น โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน วงเงิน 6,900 ล้านบาท โครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างในท้องถิ่น และการก่อสร้าง (เช่น การจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร แหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ การก่อสร้างทางในหมู่บ้าน การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน การปรับปรุงสถานีอนามัย) วงเงินรวมประมาณ 7,200 ล้านบาท รัฐบาลควรเร่งดำเนินการมาตรการที่มีแผนการอยู่แล้วให้เกิดผลโดยเร็ว แต่ต้องยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาอาจยังไม่เพียงพอที่จะรับมือปัญหา โดยในกรณีเลวร้าย ถ้าการว่างงานสูงถึงไปถึง 1.5 ล้านคน หมายความว่าในระบบเศรษฐกิจจะมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคนจากปีก่อน ในระยะจากนี้จนถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 ปัญหาการว่างงานคงจะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเตรียมแผนมาตรการเพิ่มเติมเพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะรุนแรงกว่าที่คาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าหากรัฐบาลจะมีมาตรการชุดใหม่ออกมา ควรให้เป็นมาตรการมุ่งไปที่การสร้างงานโดยตรงเพื่อรองรับผู้ว่างงาน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีผลต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอาจต้องมีการแผนการจัดหางบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการดังกล่าว เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้ว่างงาน (ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งรัฐบาลจ้างโดยตรง หรือการให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่มีจ้างงานตามแนวนโยบายของรัฐบาล) ทั้งนี้ ในกรณีของผู้ว่างงานที่มีทักษะความรู้ อาจหาช่องทางให้มีการสร้างงานที่สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การเชื่อมโยงแรงงานเหล่านั้นเข้ากับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนของรัฐบาล ให้เกิดการพัฒนาชุมชนหรือต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สำหรับชุมชนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็มีโครงการพัฒนาทักษะเสริมอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ว่างงานเพื่อออกไปประกอบอาชีพต่อไป ซึ่งถ้าโครงการภายใต้งบประมาณของรัฐบาลต่างๆ ได้ถูกออกแบบให้มีการสร้างตำแหน่งงาน การพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงาน และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศควบคู่กันไปด้วย จะทำให้การใช้งบประมาณที่มีอยู่จำกัดก่อเกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจได้มาก ขณะเดียวกัน มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ก่อเกิดผลในการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่กำลังเดือดร้อนอย่างแท้จริง

------------------------------------------------------------------------------รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
คำถามท้ายเรื่อง
1. ปัญหาทางการเงินของสหรัฐเกิดเนื่องจากอะไรเป็นสาเหตุ
2.ผลกระทบทางการเงิรที่แผ่ขยายกว้างออกไปสู่ภาคเศรษฐ์กิจส่งผมให้IMFปรับลดอัตราการเติบโตจากปี52เหลือเท่าไร
3.การว่างงานในเดือนธันวาคมของไทยสูงขึ้นกว่าปีก่อนเท่าไร

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เอกชนขย่มมาตรการรัฐ สร้างหนี้ท่วมหัวดันจีดีพีขึ้น แค่ 1%

จัดทำบทความโดย
น.ส.ธัญดา โสภณแสงชัย เลขทะเบียน 5001103035
งานสัมมนาในหัวข้อ “ฟื้นเศรษฐกิจไทย ใต้เงาวิกฤติเศรษฐกิจโลก” ซึ่งมีบรรดานักธุรกิจชั้นนำจากภาคเศรษฐกิจหลายสาขามาร่วมกันให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรการรัฐบาล วานนี้ (16 ก.พ.) ว่าเพียงพอจะฉุดประเทศไทยให้ฝ่าวงล้อมวิกฤติเศรษฐกิจโลกออกไปได้หรือไม่นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะองค์ปาฐก ยังคงยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น และรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3 และ 4 จะกลับมาเป็นบวกได้ เมื่อมาตรการต่างๆของรัฐบาลซึ่งหมายถึงการอัดฉีดเงินงบประมาณเริ่มลงไปในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนจะติดลบ และอาจติดลบต่อในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่รัฐบาลจะพยายามไม่ให้ไตรมาสที่ 2 ติดลบ หรือถ้าติดลบก็ให้น้อยลง กระนั้นก็ตามคงไม่สามารถพูดได้ว่าที่สุดแล้ว สิ้นปีนี้ตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และก็ไม่คิดด้วยว่าประเทศไหนจะรู้ว่าตัวเลขสุดท้ายของประเทศตัวเองจะเป็นอย่างไร ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้คงจะไม่เห็นเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุด และจีดีพีจะต้องติดลบ อย่างไร ก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารความคาดหวังของคน ซึ่งนายก้องเกียรติเสนอแนวทางไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่
1. เร่งกระตุ้นความต้องการการบริโภคในประเทศ ซึ่งนอกจากจะเน้นที่คนจนแล้ว รัฐบาลต้องมองถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรวยด้วย ทั้งนี้ หากดูที่บัญชีเงินฝากทั้งหมดที่มีอยู่ 7 ล้านล้านบาท แยกเป็นบัญชีที่เกินกว่า 1 ล้านบาท มีมากถึง 5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 900,000 บัญชี ขณะที่บัญชีที่มีเงินฝากเกินกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปมี 67,000 บัญชี หรือ 2.8 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า คนรวยยังคงเก็บเงินไว้เฉยๆรัฐจึงต้องหาวิธีกระตุ้นให้นำเงินออมออกมาใช้
2. ระยะเวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ควรทำอย่างจำกัด ไม่ใช้เวลายาวเกินไป เช่น กรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาท กับคน 8 ล้านคน ควรให้จ่ายภายใน 1-2 เดือน ไม่ใช่เก็บไว้ในธนาคาร
3. นโยบายการเงินการคลังต้องทำอย่างสอดคล้องและไปในทางเดียวกัน เช่น การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
4. กลุ่มประเทศในอาเซียนควรทำงานร่วมมือกันให้มากขึ้น
5.ไม่ควรมีการกีดกันทางการค้า เนื่องจากจะทำให้การค้าขายหดตัว
6. รัฐควรใช้ความสามารถของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่มีความเข้มแข็งก้าวสู่เวทีระดับโลกให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นก็จะทำให้ไทยฟื้นตัวขึ้นก่อนคนอื่น



นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเตือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลเน้นแต่สร้างการบริโภคให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เน้นการลงทุนเลย จึงมองไม่เห็นว่ารายได้ในอนาคตของประเทศจะมีอะไรบ้าง ขณะเดียวกันมีข้อควรระวังในการใช้นโยบายการคลัง ที่รัฐบาลแทรกแซงระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีขอบเขตจำกัด จะสร้างหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องคิดให้ดีว่าการสร้างหนี้ให้ ประเทศด้วยการขาดดุลงบประมาณจะกลายเป็นหนี้ในอนาคตที่ไม่คุ้มค่า เพราะมาตรการที่ออกมาทั้งหมด มีส่วนทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นเพียง 1% ถือเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน้อยไป เพราะจีดีพีที่ประเทศจะอยู่ได้ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือ 3% และต้องทำให้ขยายตัว เกิน 4-5% ขึ้นไป ถึงจะมีรายได้ประชาชาติที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลงได้ นายศุภวุฒิกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่สุดเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่จะมีคนว่างงานถึง 2 ล้านคน และมีคนจบการศึกษาใหม่อีก 700,000 -800,000 คน จึงเป็นเรื่องยากในการบริหารในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ แต่หากไตรมาส 4 ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นและท่องเที่ยวฟื้นก็จะดีขึ้น นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวในงานสัมมนาเดียวกันว่า วิกฤติของการท่องเที่ยวครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด มากกว่าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้ง 2 ครั้ง ช่วงก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 11 ก.ย ช่วงโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนกระบาด และหลังสึนามิ โดยล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวในยุโรปลดลง 40% กลุ่มสแกนดิเนเวียลดลง 10% ส่วนจีนและญี่ปุ่น ช่วงปิดสนามบินหายไป 90% แต่ช่วงตรุษจีนกลับมา 20-30% เท่านั้น จึงจำเป็นที่รัฐต้องเร่งฟื้นการท่องเที่ยว ทั้งมาตรการ และเม็ดเงินช่วยเหลือ ซึ่งรัฐอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นท่องเที่ยวน้อยมาก ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผู้ประกอบการ ที่ภาคเอกชนขอไป 15,000 ล้านบาท รัฐขอลดเหลือ 5,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ
“ผู้ประกอบการมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น เพราะปีนี้ไฮซีซั่นไม่จริง มันเป็นโลว์มากกว่า เงินที่สะสมไว้ก็ใช้ออกมาถ้าเงิน และมาตรการกระตุ้นของรัฐไม่ถึงผู้ประกอบการก่อนเดือน เม.ย.นี้ ปีนี้ภาคท่องเที่ยวจะปลดพนักงานกว่า 80,000 คน หรือ 40% ของแรงงานทั้งหมด และเราจะเจอโลว์ซีซั่นติดต่อกัน 5 ซีซั่น ตั้งแต่เดือน พ.ค.51-เดือน ต.ค.53 แต่ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เงินมา มาตรการรัฐทำงานได้จริง เดือน พ.ย.52-มี.ค.53 อาจจะมีไฮซีซั่นกลับมา และอาจมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน อย่างนี้รัฐตั้งเป้าหมายได้”
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตนมีข้อมูลว่าพอเกิดวิกฤติไม่ว่านานเท่าใด รายได้ต่อหัวของคนในประเทศจะลดลง 9% และจากจุดสูงสุดลงมาถึงจุดต่ำสุดก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัว จะต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งหากต้องใช้เวลานานขนาดนี้ รัฐบาลก็ต้องเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวไว้ 2-3 ปี เห็นได้จากสหรัฐฯทำแผน 2 ปีไว้เลย ขณะที่ออสเตรเลียทำแผน 5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ดังนั้น ไทยต้องมองภาพอย่างนี้ ไม่ใช่กระตุ้นทีละปี และต้องเตรียมเงินไว้หากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย และงบประมาณก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน รวมทั้งการใช้เงินต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รายได้ประชาชาติใน 3-4 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้น อัตราหนี้สาธารณะจะได้ลดลง ไทยถือเป็นประเทศเล็กๆในโลก เหมือนเม็ดทรายบนหาดเวลาคลื่นซัดก็จะกระเด็น ฉะนั้นต้องป้องกันตนเอง หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเพิ่มการบริโภคและการลงทุน โดยเพิ่มอุปสงค์ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่แก้ปัญหาได้รวดเร็วด้วยการลดค่าเงินบาท สินค้าไทยก็ส่งออกได้ แต่ตอนนี้ใช้ไม่ได้เพราะเศรษฐกิจโลกตกลงทั้งหมด ต้องมาพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ จึงเป็นโจทย์สำคัญมากว่าจะเพิ่มการบริโภคได้อย่างไร ส่วนเรื่องการลงทุนจะต้องเน้นทั้งโครง สร้างพื้นฐานที่มีแผนอยู่ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมด้วย และต้องหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่ามีเรื่องใดต้องลงทุนบ้าง.

ที่มา:
http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=687

คำถามถ้ายบท
1.การบริหารความคาดหวังของคนที่นายก้อง เกียรติ เสนอด้วยกันกี่ขั้นตอน
2.จีดีพีที่ประเทศจะสามารถอยู่ต่ำที่สุดภายใต้จำนวนหนี้สาธารณะปัจจุบันคือกี่เปอร์เซน
3.นายนิพนธ์ พัวพงศกร กล่าวว่า ข้อมูลวิกฤติในครั้งนี้จะทำให้รายได้ของประชาชนต่อหัวในประเทศลดลงเท่าใด