วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงกว่า 3% ผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ

จัดทำบทความโดย
น.ส.วรรณี ทองดี เลขทะเบียน 5001103029

(Update) ตลาดหุ้นไทยร่วงแรงกว่า 3% ตามตลาดในภูมิภาคเอเซีย เหตุนักลงทุนผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ
บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย หลังเปิดตลาดภาคบ่ายดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง สอดคล้องทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย จากความกังวลวิกฤติการเงินในสหรัฐ หลังจากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1930
นอกจากนี้ S&P กำลังทบทวนปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน 18 แห่ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปที่เป็นตัวนำตลาด
ล่าสุดเมื่อเวลา 16.04 น. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ที่ 568.01 น. ลบ 18.13 จุด หรือ 3.09% มูลค่าการซื้อขาย 15,364.97 ล้านบาท
ตลาดหุ้นเอเซียร่วงระนาว
-ดัชนีเวทเต็ดตลาดหุ้นไต้หวันปิดลดลงดัชนีเวทเต็ดปิดปรับตัวลง 51.38 จุด หรือ 0.83% แตะ 6,144.53 จุด
-ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดตลาดลบ 12.00 จุด หรือ 0.3% แตะ 3,892.1 จุด
-ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลดลง 137.13 จุด หรือ 1.39% แตะที่ 9,703.72 จุด
-ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดปรับตัวลดลง 15.41 จุด หรือ 1.11% แตะที่ 1,375.76 จุด
-ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดตลาดวันนี้ปรับตัวสูงขึ้น 43.78 จุด หรือ 1.56% แตะ 2,853.9 จุด -ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดปรับตัวลดลง 307.94 จุด หรือ 1.7% ปิดที่ 17,776.66 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ 3 ปัจจัยหลักกดดันตลาดหุ้นไทยร่วงแรง
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายอยู่ในภาวะที่ปรับตัวลงจาก 3 เรื่องหลัก เพราะ ประเด็นที่ 1 หุ้นวิ่งมาเยอะมากแล้วในช่วงเวลาอันสั้นเกินตัวทั้ง earning และเศรษฐกิจโดยรวม จึงปรับตัวลงมา
สำหรับประเด็นที่ 2 แผนของโอบามาการปฎิรูประบบกฎหมายทางการเงินทั้งหมดซึ่งก็น่าจะมีผลในเชิงลบต่อสถาบันการเงินในสหรัฐและข้ามมาที่ยุโรปด้วยทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นมา และประเด็นที่ 3 S&P ดาวน์เกรด 18 แบงก์ให้อเมริกาและอาจจะยังมีอีก
ส่วนประเด็นต่อๆมาก็คงจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งยังไม่ได้ชี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวทำให้ตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะที่จะอ่อนตัวอย่างต่อเนื่องต่อไปได้ บ่ายนี้ก็มีสิทธิที่จะลงต่อ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัจจัยในประเทศแทบจะมีผลน้อยในตอนนี้เพราะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกชัดเจน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คำถาม
1.ตลาดหุ้นไทนร่วงแรงกว่า 3%ผวาวิกฤติการเงินสหรัฐ
2.ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดตัวสูงขึ้นหรือลดลง ปริมาณเท่าไร
3.ตลาดหุ้นของออสเตรเลียปิดตลาดลบกี่จุด

ดาวโจนส์ปิดลบเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.)ลบ 41.74 จุดจากแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนหลังดัชนีทะยานขึ้นหลายวันก่อนกดดันน้ำมันร่วงตาม1.46ดอลล์

จัดทำบทความโดย
น.ส.วรรณี ทองดี เลขทะเบียน 5001103029
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ดาวโจนส์ปิดลบ 41.74 จุด หรือ 0.52% แตะที่ 7,975.85 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดลบ 7.02 จุด หรือ 0.83% แตะที่ 835.48 จุด และดัชนีแนสแดก ปิดลบ 15.16 จุด หรือ 0.93% แตะที่ 1,606.71 จุด โดยปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1.3 พันล้านหุ้น ส่วนปริมาณการซื้อขายในตลาด Nasdaq มีอยู่ราว 2.05 พันล้านหุ้น
ทั้งนี้เป็นผลมาจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนี
ดาวโจนส์ทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อหลายวันก่อน นอกจากนี้ ภาวะการซื้อขายยังซบเซาลงหลังจากมีข่าวว่าการเจรจาระหว่างบริษัท ไอบีเอ็ม คอร์ป และซัน ไมโครซิสเต็มส์ที่จะเข้าซื้อกิจการบริษัทแห่งหนึ่ง มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ ได้หยุดชะงักลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดเทคโนโลยีอาจยังไม่พร้อมสำหรับการควบรวมกิจการ
นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า จำนวนคนว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นอีกในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ หลังจากตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนมีาคมลดลง 663,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานพุ่งขึ้นแตะระดับ 8.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 25 ปี
น้ำมันดิบร่วง1.46 ดอลล์หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.52)หลังจากพุ่งขึ้นเหนือ 53 ดอลลาร์ในช่วงแรก ในขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงท่ามกลางความกังวลเรื่องภาคธนาคาร
ทั้งนี้ ราคา
น้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.46 ดอลลาร์ หรือ 2.78 % มาปิดตลาดที่ 51.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 49.81-53.60ดอลลาร์
ราคา
น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ค.ที่ตลาดกรุงลอนดอนร่วงลง 1.23 ดอลลาร์ หรือ 2.3 % ปิด 52.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง51.15-54.31 ดอลลาร์
ที่มาโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
คำถาม
1.ประมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นของนิวยอร์กมีประมาณเท่าไร
2.บริษัทอะไรบ้างที่มำให้ภาวะการซื้อขายซบเซาลง
3.ทางสหรัฐอเมริกาคาดว่าภายใน2-3เดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับประเทศของพวกเขาบ้าง

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ฟิทช์ให้อันดับเครดิตบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ ‘A-(tha)’

จัดทำบทความโดย
น.ส.วิภาวี ชำนิจันทึก เลขทะเบียน 5001103058
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศให้อันดับเครดิตภายในประเทศ (National rating) ระยะยาวที่ ‘A-(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F2(tha)’ แก่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ Phatra พร้อมทั้งประกาศแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตของ Phatra สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในธุรกิจวานิชธนกิจและในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและกลุ่มนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ (high net worth clients) รวมทั้งระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท ซึ่งในปัจจุบัน Phatra ไม่มีหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน จากการแข่งขันในด้านค่าธรรมเนียมนายหน้าหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการเปิดเสรีค่านายหน้าธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ในปี 2555 Phatra ได้พยายามเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งนี้บริษัทคาดว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจใหม่โดยเฉพาะจากธุรกิจการลงทุน ธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์และตราสารอนุพันธ์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 25% ของรายได้รวมในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า
แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของ Phatra สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและสภาพคล่องที่สูงของบริษัท ถึงแม้ว่าสภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมยังคงอ่อนตัว อย่างไรก็ตามความเสี่ยงอาจมีมากขึ้นหากสภาวะตลาดทุนยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นหากบริษัทมีการขยายธุรกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไปในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ธุรกิจตราสารอนุพันธ์ และธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ จะส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงอื่นรวมถึงการเปลี่ยนแปลงในข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาการให้บริการทางธุรกิจระหว่างบริษัทกับ เมอร์ริล ลินช์ (หรือในปัจจุบัน คือ Banc of America Securities – Merrill Lynch (BAS-ML)) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของบริษัทได้เช่นกัน
จากสัญญาการให้บริการทางธุรกิจที่บริษัทได้ทำไว้กับ BAS-ML ส่งผลให้รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จากลูกค้าสถาบันต่างประเทศของ Phatra เกือบทั้งหมดมาจาก BAS-ML ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ถือเป็นสัดส่วนเท่ากับ 40% ของรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รวมของบริษัท ในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 รายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นรายได้หลักของบริษัท ซึ่งคิดเป็น 62% ของรายได้รวมในปี 2551 ในขณะที่รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจมีสัดส่วนเท่ากับ 16% ของรายได้รวม Phatra มีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนระยะยาวของบริษัทสูงถึง 249 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงเป็น 207 ล้านบาทในปี 2551 จาก 485 ล้านบาทในปี 2550 โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ผลการดำเนินงานของ Phatra ยังคงปรับตัวลดลง โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ลดลง 72% จากไตรมาสที่1 ปี 2551 สาเหตุหลักมาจากมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลง 54% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2551 เนื่องจากสภาวะตลาดที่ยังคงอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง กำไรสุทธิที่ลดลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2552 ส่งผลให้อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อสินทรัพย์รวมของ Phatra ลดลงเป็น 5% และ 3.5% ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากระดับ 15.4% และ 8.6% ตามลำดับ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2551
มูลค่าเงินลงทุนในธุรกิจการลงทุนของ Phatra มีสัดส่วนคิดเป็น 39% ของส่วนของผู้ถือหุ้น และ 28% ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้น มีนาคม 2552 หนี้สินของ Phatra ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า คิดเป็น 27.4% ของสินทรัพย์รวม ณ สิ้น มีนาคม 2552 ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่กำหนดให้
บริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital Ratio หรือ NCR) ไว้ไม่น้อยกว่า 7% ทั้งนี้เงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิของ Phatra อยู่ที่ระดับ 221% ณ สิ้น มีนาคม 2552 ในขณะที่อัตราส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 72.6% จาก 67.9% ณ สิ้นปี 2551
Phatra ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 และปัจจุบันกลุ่มผู้บริหารของบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้น 36.7% โดยเป็นการถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้ง Phatra เป็นบริษัทชั้นนำในด้านวานิชธนกิจในประเทศไทย และมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ที่ 6% ในปี 2551
ติดต่อ
พชร ศรายุทธ, กรุงเทพฯ +662 655 4761
Vincent Milton, กรุงเทพฯ +662 655 4759
Back to July 14, 2009 Headlines
คำถามท้ายเรื่อง
1.อันดับเครดิตของบริษัท ภัทร จำกัด (มหาชน)ที่มีเสถียรภาพในด้านใด
2.บริษัท ภัทร จำกัด(มหาชน)ได้พยายามเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่เพื่ออะไร
3.มูลค่าเงืนลงทุนในธุรกิจของการลงทุนของphatraมีสัดส่วนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดตัว บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ วงเงินสำรอง พร้อมใช้ เบิกเงินสดได้ทันทีจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศ

จัดทำบทความโดย
น.ส.วิภาวี ชำนิจันทึก เลขทะเบียน 5001103058
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ก้าวอีกขั้นในการพัฒนาสินเชื่อบุคคล ด้วยการออกบริการใหม่ “บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์” วงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 1,000,000 บาท พิเศษฟรี ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง KRUNGSRI ATM และ ATM POOL ทั่วประเทศ และค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ พร้อมเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการเบิกเงินสดได้ทันทีจากเครื่อง ATM POOL มากกว่า 30,000 เครื่องทั่วประเทศ
นายรอยย์ กุนารา ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าบุคคล
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ที่ธนาคารได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2551 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีนั้น ธนาคารได้เพิ่มความสะดวกสบายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยการพัฒนา “บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์” เพื่อใช้กดเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากความสะดวกรวดเร็วดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังได้เพิ่มอำนาจการบริหารด้านการเงินให้แก่ลูกค้าด้วยวงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 1,000,000 บาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง KRUNGSRI ATM และ ATM POOL ทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมรายปีตลอดชีพ และค่าอากรแสตมป์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ฟรี กระเป๋า POLO Traveling Bag สุดหรู มูลค่า 2,250 บาท แก่ลูกค้าที่สมัครและได้รับการอนุมัติตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2552 และมียอดเงินต้นคงค้าง 2 รอบบัญชีแรก อย่างน้อยรอบบัญชีละ 10,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถบริหารการเงินของตนเองด้วยการชำระคืนแบบจ่ายขั้นต่ำเพียง 3% ของยอดเงินต้น คงค้างบวก
ดอกเบี้ย (ไม่ต่ำกว่า 500 บาท) หรือจะเลือกจ่ายแบบเต็มจำนวนก็ได้ โดยดอกเบี้ยจะคิดตามจำนวนวันที่มียอดค้างชำระเท่านั้น และทุกครั้งที่ชำระเงินคืน ก็จะได้วงเงินคืนกลับให้ลูกค้าสามารถเบิกถอนได้ต่อไป ดังนั้น ด้วยบริการอำนวยความสะดวกที่หลากหลาย ธนาคารมั่นใจว่าบัตรกดเงินสดสินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการทางการเงินของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
ผู้สนใจสามารถสมัครใช้บัตรกดเงินสดสินเชื่อบุคคล กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์ ได้ที่
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดได้ที่ KRUNGSRI Call Center 1572
ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ดร. เยาวลักษณ์ พูลทอง
ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์
โทรศัพท์ 02 296 2443, 02 296 3729
โทรสาร 02 683 1473
อีเมล์
pyawalak@krungsri.com
คำถามท้ายเรื่อง
1.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาสินเชื่อบุคคลด้วยการเปิดให้บริการประเภทใดแก่ประชาชน
2.บัตรกดเงินสด "กรุงศรี สไมล์ แคช ไลน์" นอกจากจะให้บริการที่สะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชนแล้วยังให้สิทธิพิเศษอะไรอีกบ้าง
3.ธนาคารได้เพิ่มอำนาจจากบริหารด้านการเงินให้แก่ลูกค้าโดยอนุมัติวงเงินเท่าไร

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ครม.ลดบ้านเอื้ออาทรเหลือ 2.81 แสนยูนิต ให้กคช. 3.5 พันลบ.ชำระดอกเบี้ย

จัดทำบทความโดย
น.ส.ดารุณี สงบดี เลขทะเบียน 5001103005
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบตามที่
กระทรวงมหาดไทยเสนอปรับลดหน่วยก่อสร้างในโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ(กคช.)ลงจาก 300,504 หน่วย เหลือ 281,556 หน่วย รวมทั้งอนุมัติงบประมาณให้แก่ กคช.เพื่อชดเชยภาระดอกเบี้ยเงินกู้อีก 3,587 ล้านบาท
ในระยะต่อไปที่ประชุม ครม.ให้ กคช.ไปพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะปรับลดหน่วยก่อสร้างลงอีก โดยอาจเลือกดำเนินการเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความต้องการอย่างแท้จริง เพื่อที่ กคช.จะได้ไม่ลงทุนในหน่วยที่ไม่สามารถขายได้และไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จในหน่วยที่ขายไม่ได้ ตลอดจนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารชุมชนที่จะนำไปสู่การขาดสภาพคล่องทางการเงินของ กคช. ผู้ว่าฯ กคช.รายงานว่าปัจจุบันมีบ้านเอื้ออาทรที่ขายได้จริงแล้วประมาณ 210,000 หน่วย นอกนั้นอีก 70,000 หน่วยยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งนาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ กคช.ไปพิจารณาว่าบ้านเอื้ออาทรที่เหลืออีกราว 70,000 หน่วยนั้นหากก่อสร้างต่อไปจะมีความคุ้มทุนหรือขาดทุนมากน้อยอย่างไร หรือหากจะยุติการก่อสร้างไปเลยจะทำให้ กคช.ขาดทุนจำนวนเท่าใด แล้วให้นำมาเปรียบเทียบกับกรณีที่สร้างเสร็จทั้งโครงการ เพื่อจะได้ดำเนินการให้เหมาะสมต่อไป "ในส่วนของ 7 หมื่นยูนิตที่เหลือนี้ ครม.ให้ กคช.ไปพิจารณา แล้วดูอีกทีว่าจะดำเนินการต่อไป หรือไม่ อย่างไร" นายวัชระ กล่าว
ที่มาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์(IQ)
คำถามท้ายเรื่อง
1.คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องอะไร
2.กคช.พิจารณาความเป็นไปได้ที่จะปรับหน่วยก่อสร้างลงอีกโดยพิจารณาจากอะไร
3.การที่กคช.เลือกดำเนินการเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นเพราะอะไร

ธนาคารกลางอินโดนีเซียหั่นดอกเบี้ย 0.25%วันนี้ หลังเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจฟื้นตัว

จัดทำบทความโดย
น.ส.ดารุณี สงบดี เลขทะเบียน5001103005
ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 6.75% ในการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยลงติดต่อกัน 8 เดือน หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น โดยการลดดอกเบี้ยในวันนี้มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวขึ้น
แถลงการณ์ของธนาคารกลางอินโดนีเซียระบุว่า "เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 2 นอกจากนี้ เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศคู่ค้าของอินโดนีเซียก็ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนยอดส่งออกของอินโดนีเซียและทำให้อินโดนีเซียมียอดการดุลการค้าพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.2 พันล้านดอลลาร์" เดสทรี ดามายาติ นักวิเคราะห์จากบริษัท พีที แมนดิรี เซคูริตัส ในกรุงจาการ์ต้า กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายในเอเชียอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไปแล้วกว่า 9.20 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสกัดกั้นเศรษฐกิจจากภาวะถดถอย สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ของอินโดนีเซียเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 3.65% จากปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในสัดส่วนที่น้อยที่สุดในรอบ 9 ปี และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะพุ่งขึ้น 3.85% อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าดัชนีซีพีไอจะเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 5% ในปีนี้ นอกจากนี้ ธนาคารกลางจะจับตาดูปัจจัยต่างๆที่จะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ OECD คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัว 3.5% ในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัวราว 3.5-4% หลังจากเศรษฐกิจขยายตัว 6.1% เมื่อปีที่แล้ว
ที่มาจากสำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
คำถามท้ายเรื่อง

1. เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายในเอเชียอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู้ระบบเพื่ออะไร
2. ธนาคารกลางอินโดนีเชียคาดว่าดัชนีซีพีไอในปีนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไร
3. ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปีนี้จะขยายตัวเท่าไร